Saturday, December 10, 2016

ปลูก ''มะนาว'' ในกระถางแบบนี้.. ช่วยให้ลูกดก และออกนอกฤดูได้

รู้แล้วก็เหยีบไว้ให้มิดจมดิน ปลูก ''มะนาว'' ในกระถางแบบนี้.. ช่วยให้ลูกดก และออกนอกฤดูได้

มักมีคำถามเสมอว่า ทำไม ต้องปลูกมะนาวในกระถาง คำตอบคือ ในชุมชนเมืองมักไม่มีพื้นที่พอ ที่จะปลูกลงดินได้

เริ่มจากเลือกกระถางเคลือบ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 15-18 นิ้ว ทำความสะอาดทั้งด้านนอกและด้านใน
เตรียมดินปลูกที่มีส่วนผสมของดินร่วนสะอาด กับ กาบมะพร้าวสับขนาดเล็ก อัตรา 3 : 1 และเติมปุ๋ยคอกเก่าเล็กน้อย คลุกเคล้าให้เข้ากัน ปิดก้นกระถางด้วยเศษอิฐหัก หรือกระถางแตก ป้องกันไม่ให้ดินไหลออกจากกระถาง ใส่ดินผสมลงเกือบเต็มกระถาง นำกิ่งพันธุ์มะนาวที่แข็งแรง สมบูรณ์ ไม่แตกกิ่งก้านมาก ถ้าเป็นกิ่งเดี่ยวยิ่งดี ฉีกถุงเพาะชำออก ระวังอย่าให้รากฉีกขาด
ปลูกลงกลางกระถาง กลบดินปลูกพอแน่น แล้วผูกกิ่งมะนาวกับหลักไม้ ป้องกันต้นล้ม หรือลมพัดโยก รดน้ำพอชื้น อย่าให้แฉะ

สำหรับพันธุ์ที่ปลูกในกระถางได้ดี มี พันธุ์พิจิตร 1 แต่นิยมเรียกว่า แป้นพิจิตร จุดเด่นของพันธุ์พิจิตร 1 คือ ทนโรคแคงเกอร์ หรือโรคขี้กลากได้ดีเยี่ยม มีระบบรากแข็งแรง ให้ผลดก ขยายพันธุ์ง่าย ที่สำคัญบังคับให้ออกผลนอกฤดูได้ง่ายกว่าพันธุ์อื่นๆ ส่วนข้อด้อย มีเมล็ดมาก และต้องเก็บเกี่ยวที่อายุ 6 เดือน หลังออกดอก หากเก็บเร็วกว่า 6 เดือน เปลือกจะหนา และให้น้ำน้อย
การให้ปุ๋ย ระยะแรกให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 1 ช้อนโต๊ะ ปาดเรียบ ต่อกระถาง เดือนละ 1 ครั้ง พร้อมรดน้ำตาม ครบ 6 เดือน ใส่ปุ๋ยสูตรเดิม อัตราเดียวกัน เพิ่มเป็น 2 ครั้ง ต่อเดือน ควรตระหนักเสมอว่า ให้ทีละน้อยแต่บ่อยครั้งเป็นการดี

การให้น้ำ ให้วันละ 1 ครั้ง ในเวลาเช้าก็พอ ยกเว้นในช่วงอากาศร้อนจัด ต้องให้น้ำวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ยิ่งในเดือนเมษายนต้องพรางแสงให้ ถ้าปลูกน้อยต้น เย็บกระดาษหนังสือพิมพ์ต่อกัน 2 แผ่น คลุมทั้งต้นป้องกันใบไหม้ แล้วใช้แม็กซ์เย็บติดกับใบหรือกิ่งจนกว่าอากาศร้อนจะลดความรุนแรงลงแล้วจึงเก็บกระดาษออก

เมื่อผลิใบอ่อนตั้งแต่วันแรกให้ป้องกันแมลงศัตรูด้วยน้ำยาฉุน โดยใช้ยาเส้น หาซื้อได้ตามร้านขายของชำทั่วไป ครึ่งซอง แช่ในน้ำสะอาด 1 ลิตร ทิ้งไว้ 1-2 ชั่วโมง แล้วคั้นและกรองเอาเฉพาะน้ำสีชาใส่ลงในฟ็อกกี้ เติมเหล้าขาวอีก 2 ฝาแม่โขง เขย่าให้เข้ากัน นำไปฉีดพ่นให้ทั่ว ใช้ควบคุมแมลงได้ทุกชนิด ทำได้ง่าย ราคาประหยัดและปลอดภัย

เมื่อต้นมะนาวมีอายุครบ 1 ปี ต้นเติบโตสูงขึ้น 120-150 เซนติเมตร และแตกกิ่งก้านออกด้านข้าง ระยะนี้ถ้าออกดอกต้องเด็ดทิ้ง เพื่อไม่ให้ติดผล แล้วแต่งทรงพุ่มให้สมดุลและสวยงาม หากเสียดายให้ตอนกิ่งออก นำไปใช้ขยายพันธุ์ หรือมอบเป็นของฝากให้เพื่อนบ้านยังไหว ดูแลอย่างสม่ำเสมอ เมื่อมีอายุ 1 ปี 8 เดือน ถึง 2 ปี บังคับให้ออกดอก

ด้วยวิธีงดการให้น้ำ จนใบม้วนกรอบใกล้ตาย ใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ หรือมากกว่านั้น และต้องคลุมปากกระถางด้วยพลาสติกใส ป้องกันน้ำฝนรั่วซึมลงไปในดินปลูก ครบกำหนดเปิดพลาสติกออก หว่านปุ๋ยสูตร 12-24-12 อัตรา 1 ช้อนโต๊ะ ต่อกระถางเท่าเดิม โรยให้ทั่ว แล้วรดน้ำตามทันทีภายใน 1-2 สัปดาห์ ต้นมะนาวจะออกดอกสะพรั่งให้เห็น ในกรณีปลูกพันธุ์พิจิตร 1 ต้องบับคับให้ออกดอกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน เพื่อให้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในเดือนเมษายน ซึ่งในช่วงนั้นมะนาวจะมีราคาแพงมาก ระหว่างมะนาวติดผล อย่าให้ขาดน้ำ ใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ อัตรา 1 ช้อนโต๊ะ ปาดเรียบ ต่อกระถาง เดือนละ 2 ครั้ง เพื่อบำรุงผลให้สมบูรณ์ หากใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 จะยิ่งดี

หมั่นควบคุมแมลงศัตรูตามคำแนะนำข้างต้น คุณจะได้มะนาวนอกฤดูที่ปลูกในกระถางตามต้องการ ขอให้ใช้ความพยายามครับ สูตรนี้ผมลองถูกลองผิดมาเป็นเวลาถึง 7 ปี จึงได้ข้อมูลมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบ

Friday, March 6, 2015

ปลูกมะละกอ 8 ไร่ ครั้งละ 4 ตัน รับเงินกว่า 2.5 แสน ในช่วงเวลา 2 เดือน

ปลูกมะละกอ 8 ไร่ ครั้งละ 4 ตัน รับเงินกว่า 2.5 แสน ในช่วงเวลา 2 เดือน

ปลูกมะละกอ 8 ไร่ ครั้งละ 4 ตัน

        เปิดเทคนิคการปลูกมะละกอให้ดกแบบคุณภาพของสวนปรีชา
8 ไร่ เก็บครั้งละ 3-4 ตัน ฟันเงินกว่า 2.5 แสน ในช่วงเวลา 2 เดือน
เก็บ 4 เดือน ฟันเกือบล้าน
เรียกว่าสร้างความฮือฮาแบบไลท์ถล่มทลายในกลุ่มเกษตรก้าวใหม่หลังจากที่ได้เห็นความดกแบบอลังการของมะละกอสวนนี้ ทำให้หลายคนอยากรู้เทคนิคการทำมะละกอให้ติดดกแบบคุณภาพ เพราะนั่นหมายถึงปริมาณผลผลิตที่สูงมากๆ แม้ราคามะละกอในช่วงนี้อาจไม่สูงมากนักแต่จากผลผลิตที่ดกเต็มคอและคงจะเก็บเกี่ยวผลผลิตไปได้อีกยาวนานก็คงจะทำเงินให้กับสวนนี้ได้อีกไม่น้อยทีเดียว ขนาดมะละกอราคาไม่ค่อยดีแต่เพียงระยะเวลา 2 เดือนกว่าที่เก็บผลผลิตก็สามารถทำเงินได้มากกว่า 2.5 แสนบาท หากราคามะละกอสูงกว่านี้ คงฟันเงินไปมากกว่านี้อย่างแน่นอน
ทำสวนมะละกอครั้งแรก…หลังวิกฤติอ้อยตกต่ำ
ไม่น่าเชื่อว่า มะละกอคุณภาพขนาดนี้จะเป็นการทำสวนมะละกอครั้งแรกของเด็กหนุ่มไฟแรงมากความสามารถที่เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยมาได้ไม่กี่ปี คุณปรีชา กาละวัย เจ้าของสวนมะละกอปรีชา บอกกับเราว่า นี่เป็นสวนมะละกอแปลงแรกของเขา เพราะอาชีพดั่งเดิมของครอบครัวก็คือการทำอ้อยและรับโควตาซื้ออ้อยเข้าโรงงานปีหนึ่งกว่า 4-5 พันตันหรือคิดเป็นปริมาณพื้นที่ปลูกก็ร่วม 500 กว่าไร่ แต่ในช่วงปีหลังๆมานี้ธุรกิจอ้อยที่เคยเป็นรายได้หลักของครอบครัวและเป็นรายได้ที่สร้างฐานะให้กับครอบครัวกลับกลายเป็นพืชที่สร้างหนี้ก้อนโตสะสมขึ้นเรื่อยๆ จากทั้งสภาวะฝนแล้ง อ้อยขาดน้ำ ผลผลิตเสียหาย ราคาอ้อยที่ตกต่ำ ขาดทุนต่อเนื่องและสะสมมาตลอดหลายปี ยิ่งทำมากยิ่งขาดทุนมาก คุณปรีชาเองเรียนจบด้านวิทยาการ คอมพิวเตอร์ จาก ม.เกษตรศาสตร์ กำแพงแสน และมาทำงานกับบริษัทเอกชนในกรุงเทพฯ ในตำแหน่ง System Engineer บริษัท แวลู เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ก่อนหน้านี้เขาบอกว่าไม่เคยรับรู้ปัญหาของทางบ้าน แต่เมื่อได้รับรู้เขาจึงคิดโจทย์ใหญ่ที่จะมาแก้วิกฤตินี้ให้ได้ เขาศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลด้านเกษตรจากหลายช่องทางทั้งอินเตอร์เน็ต หนังสือเกษตร(ดีใจค่ะที่ รักษ์เกษตร คือหนังสืออีกหนึ่งเล่มที่มีส่วนสร้างแรงบันดาลใจและเป็นแหล่งข้อมูลของเขา) รวมทั้งการเดินทางไปดูสวนจริง จนในที่สุดเขาตัดสินใจเลือกมะละกอพืชที่เขามองว่าปลูกไม่ยาก ดูแลไม่มาก ช่วงวันธรรมดาก็ให้ครอบครัวดูแลได้ แต่เสาร์-อาทิตย์เขาก็กลับมาช่วยดูแลได้ อีกทั้งเป็นพืชที่มีแนวโน้มทางการตลาดที่ดี ผลตอบแทนสูง ที่สำคัญ กาญจนบุรีเป็นแหล่งใหญ่ของการปลูกมะละกออยู่แล้ว การหาแม่ค้ารับซื้อผลผลิตในวันเก็บเกี่ยวจึงไม่น่าจะใช่เรื่องยาก
พื้นฐานดินที่ดี สมบูรณ์ คือส่วนสำคัญของผลผลิตที่ดี
หลังจากที่ตัดสินใจแล้วคุณปรีชาก็เตรียมแปลงโดยเลือกพื้นที่ใกล้บ้านจำนวน 8 ไร่ มาปลูกมะละกอฮอลแลนด์ ซึ่งความได้เปรียบของที่ดินแปลงนี้ก็คือ การมีแหล่งน้ำที่เพียงพอจากบ่อบาดาล อยู่ใกล้บ้าน การดูแลสะดวก ที่สำคัญสภาพพื้นดินสมบูรณ์มากๆ จากการที่ที่ดินแปลงนี้เคยปลูกอ้อยมาก่อนและมีการบำรุงดินอย่างดีในช่วงที่ปลูกอ้อยซึ่งจะมีการใส่ปุ๋ยขี้ไก่อยู่ตลอดทุก 2-3 เดือน ทำให้สภาพโครงสร้างของดินที่นี่จัดว่าดีเลยทีเดียว ดินร่วนซุย อุดมสมบูรณ์ไปด้วยธาตุอาหาร เมื่อสภาพโครงสร้างพื้นฐานของดินที่ดีเมื่อใส่ปุ๋ยเคมี ต้นพืชก็ดูดปุ๋ยไปใช้ได้อย่างเต็มที่ ถึงแม้กระนั้นก่อนปลูกเขาก็ยังรองพื้นขี้ไก่ไปอีกหลายร้อยกระสอบ

เทคนิคการทำให้มะละกอติดดก คุณภาพดี
หลังจากเตรียมดินดีแล้ว ก็มาเตรียมต้นกล้าที่ดีพร้อมปลูก โดยเลือกซื้อเมล็ดจากแหล่งที่เชื่อถือได้ โดยมีเทคนิคการทำให้ต้นกล้างอกดี งอกสม่ำเสมอด้วยการนำเมล็ดมาแช่น้ำอุ่น 1 คืน และบ่มเมล็ดด้วยการห่อผ้าทิ้งไว้อีก 2-3 คืน เมื่อเมล็ดเริ่มงอกจึงนำมาเพาะในถุงดำ ต้นละ 3 เมล็ด แล้วคลุมพลาสติกดำไว้อีก 5 วัน เมื่อเปิดพลาสติกดำออกมาต้นกล้าจะงอกอย่างสวยงามเลยทีเดียว เมื่อต้นกล้าอายุ 45 วันจึงนำไปปลูกลงแปลง คุณปรีชาบอกว่า มะละกอแปลงนี้มีอยู่ประมาณ 1,500 ต้น ใช้ระยะปลูก 2.7×3 เมตร เมื่อต้นมะละกอออกดอกอายุ 2-3 เดือน จึงคัดเพศ เลือกต้นกระเทยไว้ ตามหลักการปลูกมะละกอทั่วไป

สำหรับการใส่ปุ๋ยช่วงแรกใส่ปุ๋ยขี้ไก่รองพื้นก่อนปลูก จากนั้นก็ให้ 15-0-0 ทุก 15 วัน หลังคัดเพศ อายุประมาณ 3 เดือน เปลี่ยนมาใส่ 8-24-24 สลับกับ 14-7-35 หรือ 15-5-20 ทุก 15 วัน ปริมาณปุ๋ยที่ให้ไม่มาก 8 ไร่ ใส่เพียง 100 กก.หรือ ปุ๋ย 2 กระสอบ นั่นเพราะสภาพโครงสร้างของดินที่ดีตั้งแต่ก่อนปลูก และเขาให้ความสำคัญอย่างมากกับโครงสร้างดินที่ร่วนซุยด้วยการใส่ขี้ไก่ทุก 2 เดือนต้นละ 2 กก./ครั้ง ซึ่งที่นี่ค่อนข้างได้เปรียบเพราะมีฟาร์มเลี้ยงไก่เยอะ คุณปรีชาจะไปเหมาเล้าเลย เล้าละ 5-6 พันบาท กรอกถุงได้ประมาณ 800-900 ถุงปุ๋ย ส่วนทางใบพ่นปุ๋ยเกร็ด 0-52-34 อัตรา 40 กรัม/น้ำ 20 ลิตร สลับกับปุ๋ยเกร็ด 30-20-10 พ่นทุก 7 วันร่วมกับธาตุอาหารเสริมแคลเซียม-โบรอนที่ให้อย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าไม่มีคนปลูกมะละกอคนไหนให้ปุ๋ยมากขนาดนี้อย่างแน่นอนค่ะ แต่นี่คือการลงทุนที่เกินคุ้มค่ะ ส่วนโรค-แมลงก็จะควบคุมอย่างต่อเนื่อง โดยแมลงก็ใช้เพียงอิมิดาคลอพริดพ่นสลับกับคาร์โบซัลแฟน หรือถ้าเจอแมลงระบาดก็จะจัดการเป็นตัวๆไป ยากันราก็ใช้แมนโคเซ็บกับคาร์เบนดาซิมยืนพื้น มีคอปเปอร์มาพ่นสลับบ้าง และถ้ามีปัญหาก็จะว่ากันไปตามการระบาด

คุณปรีชาบอกว่า มะละกอเป็นพืชที่ลงทุนไม่สูง ขนาดเขาให้ปุ๋ยและพ่นยาอย่างเต็มที่ เมื่อเทียบกับบางแปลงที่แทบไม่ได้ใส่ปุ๋ยหรือพ่นยาเลย มะละกอ 8 ไร่นี้ยังหมดค่าปุ๋ย ค่ายาเพียงเดือนละ 10,000-12,000 บาท รวมค่าแรงแล้วเท่ากับเก็บมะละกอเพียงรอบเดียวก็คืนทุนแล้ว แต่เดือนหนึ่งเขาเก็บมะละกอตั้ง 8-10 ครั้ง โดยต้นทุนตั้งแต่ปลูกจนถึงตอนนี้ 10 กว่าเดือนเขาลงทุนไปแค่ 1 แสนบาท แต่เก็บมะละกอขายมาแล้วกว่า 2.5 แสนบาท

ความได้เปรียบของตลาดและการขายผลผลิต
ความได้เปรียบด้านตลาดของที่นี่ก็คือ กาญจนบุรีเป็นแหล่งปลูกมะละกอแหล่งใหญ่อยู่แล้ว ชาวบ้านที่นี่มีการปลูกมะละกอกันอย่างมากมาย มีคนเก่าเลิกไปก็มีคนใหม่เข้ามาปลูกแทน เป็นเช่นนี้อยู่ตลอด จึงทำให้มะละกอที่นี่มีผลผลิตต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยมีผู้รับซื้อหรือรวบรวมในพื้นที่ยักษ์ใหญ่อย่าง นพยุทธ เจ้าพ่อมะละกอเมืองกาญจน์รับซื้อผลผลิตตลอดอยู่แล้ว คุณปรีชาจึงไม่ห่วงเรื่องตลาดตั้งแต่แรก ประกอบกับเชื่อมั่นว่า หากผลผลิตมีคุณภาพแม่ค้าคนไหนก็อยากซื้อ จึงทำให้มะละกอสวนปรีชามีแต่แม่ค้าเข้ามาขอซื้อผลผลิตอยู่ตลอด
การนำผลผลิตส่งตลาดหรือนพยุทธก็ทำเพียงเก็บผลผลิตเสร็จก็นำบรรทุกใส่รถไปยังจุดรับซื้อ ทางจุดรับซื้อจะนำไปห่อกระดาษหนังสือพิมพ์และนำส่งลูกค้าอีกที โดยที่สวนจะเก็บมะละกอทุก 3-4 วัน หรือสัปดาห์ละ 2 ครั้งโดยประมาณ เดือนละ 8 ครั้ง ครั้งหนึ่งก็ประมาณ 3-4 ตัน หรือมากกว่านี้ โดยมะละกอแปลงนี้เริ่มปลูกเดือนมกราคม เริ่มเก็บผลผลิตปลายเดือนตุลาคม ช่วงแรกที่เก็บเจอราคาสูงไป 2-3 รอบ ยังได้ราคา 27-30 บาท/กก.อยู่ แต่หลังจากนั้นราคามะละกอก็ขยับลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 25 20 15 12 10 บาท/กก.

หลังจากเห็นผลตอบแทนจากมะละกอแปลงนี้คุณปรีชาก็ขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นอีก 16 ไร่ ตอนนี้อายุ 3 เดือนกว่าแล้ว และกำลังเพาะเมล็ดเตรียมปลูกเพิ่มอีก 20 ไร่ ด้วยความมั่นใจว่า พืชชนิดนี้ยังเป็นทางเลือกที่ดีในการสร้างรายได้ในอนาคตแม้วันนี้ราคามะละกอจะถูกกว่าทุกปีที่ผ่านมาก็ตาม แต่เขายังเชื่อมั่นว่ามะละกอคือพืชทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเขา เพราะมะละกอ 8 ไร่ ที่เขาปลูกลงทุนไปเพียงแสนกว่าบาท และเก็บมะละกอในช่วงที่ราคาผลผลิตไม่ดีนักแต่ในระยะ 2 เดือนกว่า มะละกอ 1,500 ต้นก็ทำรายได้ให้กับเขามากกว่า 2.5 แสนบาท ถ้าราคามะละกอดีกว่านี้เขาเชื่อว่าระยะเวลา 2 เดือนมะละกอ 8 ไร่ จะทำรายได้ให้เขาไม่ต่ำกว่า 3 แสนกว่าบาทแน่นอน และด้วยความได้เปรียบของการเป็นพืชที่ไม่ต้องดูแลมาก เพราะช่วงที่ไม่ได้เก็บมะละกอเขาก็ดูแลเองในครอบครัวเพียง 2-3 คน ช่วงเก็บผลผลิตก็จ้างแรงงานเพิ่มอีกเพียง 2-3 คน จึงเป็นพืชที่ลงทุนไม่สูงเมื่อเทียบกับพืชชนิดอื่น เขาบอกว่า เขาตัดสินใจไม่ผิดที่เลือกเดินหน้ากับ มะละกอ

Friday, December 5, 2014

การขยายพันธุ์กล้วยด้วยวิธีผ่าหน่อ

การขยายพันธุ์กล้วยด้วยวิธีผ่าหน่อ

           วิธีการ ขยายพันธุ์กล้วยด้วยวิธี “ผ่าหน่อกล้วย” เพื่อเพิ่มผลผลิตกล้วย ให้ออกทันตามความต้องการของตลาด และประหยัดค่าใช้จ่ายด้วยนะครับ
“กล้วย” เป็นผลไม้ที่คนไทยนิยมปลูก เพราะทั้ง ต้น ผล และปลีกล้วย ต่างนำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งสิ้น โดยเฉพาะผลกล้วยที่ ให้คุณค่าทางอาหารอย่างมาก นอกจากจะรับประทานสดได้แล้วยังนิยมนำไปแปรรูปเป็นอาหารต่าง ๆ ได้อีกด้วย อาทิ กล้วยปิ้ง กล้วยเชื่อม กล้วยฉาบ กล้วยบวชชี และอื่นๆอีกมากมาย จึงทำให้เกษตรกรหลายท่านมองหาวิธีการขยายพันธุ์กล้วยด้วยวิธีใหม่ๆ เพื่อนำไปขยายพันธุ์ให้ทันตามที่ตลาดต้องการ
ในการขยายพันธุ์กล้วยเราสามารถทำได้หลากหลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีก็จะให้จำนวนต้นพันธุ์ที่แตกต่างกัน อาทิ การนำหน่อกล้วยไปขยายพันธุ์ การขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การขยายพันธุ์ด้วยการผ่าหน่อกล้วย ในปัจจุบันการขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเป็นวิธีที่นิยมทำกันมาก เพราะสามารถขยายพันธุ์จาก 1 ต้น ให้ได้ต้นพันธุ์กล้วยครั้งละมากๆ ในเวลาอันสั้น แต่หากพูดถึงขั้นตอนการทำนั้นก็ยุ่งยาก รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการผลิตก็สูงตามไปด้วย จึงทำให้ที่สวนเลือกใช้วิธีการ “ผ่าหน่อกล้วย” มากกว่าการเพราะเลี้ยงเนื้อเยื้อ เพราะในการผ่าหน่อกล้วยทำให้ได้ต้นพันธ์กล้วยมากกว่าหนึ่งต้น ประหยัดค่าใช้จ่าย และเกษตรกรทั่วไปก็ทำได้เช่นกัน ซึ่งอุปกรณ์และขั้นตอนมีดังนี้
อุปกรณ์คือ
1. หน่อกล้วยอายุประมาณ 3 เดือน
2. มีด, เขียง
3. ถุงดำขนาด 4 x 8 นิ้ว
4. กะละมัง
5. ขี้เถ้าแกลบ
6. ยาฆ่าเชื้อรา

การเลือกหน่อกล้วยในการขยายพันธุ์
หน่อใบกว้างที่โตมาจากหน่อใบแคบอายุ 40-60 วัน สูงตั้งแต่ 110-150 ซม. ส่วนหน่อพันธุ์ที่เหลืออยุ่เมื่อขุดออกมาแล้วใช้น้ำยาป้องกันกำจัดเชื้อราบริเวณบาดแผลต้นที่เหลือแล้วจึงพูนดินกลบโคนต้น ลักษณะเหง้าที่ตัดแต่งแล้ว 1 ครั้งจากแปลงตัดแต่งหน่อให้เลือกเฉพาะเหง้าแล้วขนย้ายจากแปลงมาเตรียมผ่า

ขั้นตอนการขยายพันธุ์
1. ล้างทำความสะอาด
2.ผ่าให้ชิ้นส่วนกว้างประมาณ 2 นิ้ว
3.แช่ในน้ำยาป้องกันเชื้อราไม่ต่ำกว่า 20 นาที หลังจากนั้นนำไปแช่ในน้ำยาเร่งราก B1ไม่ต่ำกว่า 20 นาที
วัสดุและอุปกรณ์
มีด ยาป้องกันเชื้อรา เสียมขุดหน่อ น้ำยาเร่งรากวิตามิน B1(Thiamine) เขียง ถังแช่ แกลบดำ
แปลงขยายพันธุ์
1.ใช้แกลบดำปูพื้นหนา 3-5 นิ้ว
2.วางชิ้นส่วนคว่าลงห่างกันชิ้นเว้นชิ้น และวางในทิศทางเดียวกันรดน้ำให้ชุ่มทุก 3-5 วัน ทำสแลนคลุมด้านบนพรางแสงแดด 50-60 % และหมั่นตรวจสอบแปลงเพาะขยายเพื่อสำรวจดูแมลงศัตรูพืชที่จะเข้าทำลายหน่อพันธุ์ในระยะแรก
3.กลบด้วยแกลบดำหนา 1-2 นิ้ว หลังจากนั้น 20-45 วันเริ่มมีแทงหน่อ

สดุดีมหาราชา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๗ วันพ่อแห่งชาติ

"ฑีฆายุกา โหตุ มหาราชา"
        ทรงพระเจริญ
ขอเดชะข้าพระพุทธเจ้า ทีมงาน Blog Sarnkaset....

ทำไมประชาชนไทยถึงรัก "พระเจ้าอยู่หัว" จะเล่าให้ฟัง

จะมีซักกี่คนที่สามารถทำเพื่อคนอื่นได้มากขนาดนี้โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ความจริงคือ ท่านคือพระราชา ไม่จำเป็นเลยที่ท่านจะมาทำเพื่อความลำบากของตัวเอง แต่พระองค์ท่านทรงเลงเห็นความยากลำบากของประชาขนของท่าน จึงต้องทำเพื่อให้ดีขึ้น ท่านจะะเป็นสุขได้อย่างไรในเมื่อประชาชนของท่านยังลำบากกันอยู่อย่างนี้

เราประชาชนทำงานทุกวัน ต้องทำเพื่อตัวเองก่อน การที่จะทำเพื่อคนอื่นนั้นหากไม่ใช่ทำด้วยใจทั้งหมดที่มีคงไม่ได้มากขนาดนี้ 

หากไม่มีคนทำประเทศไทยคงพัฒนาล่าช้ากว่านี้ ถนนหนทาง การคมนาคม คงไม่เป็นแบบทุกวันนี้ 
ประชาขนตามแหล่งธุระกันดาน คงไม่พ้นต้องลำบากกันต่อไป....

รู้รือยังว่า "ในหลวง" ให้อะไร...... พระองค์อาจไม่ได้ทำให้โดยตรง แต่ท่านจะรู้ว่า...ท่านได้รับแล้วโดยทางอ้อม..และโดยส่วนรวม

"เรารักในหลวง"




เพาะเห็ดป่า

เพาะเห็ดป่าสามารถทำได้นะ
เห็ดระโงกปลูกได้เเล้ว..การปลูกเห็ดระโงก...
        วิธีการก็คือนำเห็ดแก่จากในพื้นที่และจากที่อื่นนำมาขยี้ละลายกับน้ำกรองเอาเศษกากเห็ดออก จากนั้นน้ำที่ได้ไปหยอดลงในถุงต้นกล้าไม้ยางนา หรือกล้าไม้ที่จะปลูก

        เมื่อนำกล้าไม้ไปปลูกเชื้อเห็ดก็ลงไปในดินด้วย เมื่อมีฝนตกลงมาเห็ดก็งอกขึ้นในพื้นที่ระหว่างแปลงของต้นยางนา และต้นไม้อื่นๆ และเห็ดงอกขึ้นมากกว่าที่ขึ้นตามธรรมชาติมาก 

        สำหรับแปลงทดลองวิจัยนี้ใช้เนื้อที่ 2 งาน หรือ 200 ตารางวา พบว่าเวลา 1 เดือนมีเห็ดงอกขึ้นมาจนเก็บผลผลิตได้กว่า 60 กิโลกรัม

พื้นที่น้อยก็สามารถทำเกษตรพอเพียงได้

จัดสรรค์พื้นที่เศรษฐกิจพอเพียง
พื้นที่น้อยก็สามารถใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์ได้นะครับ  มาดูกันเลย....

1.หาพื้นที่ว่างที่สามารถทำสวนเกษตร


2.ขุดบ่อตามที่ต้องการ


3.คลมถุงพลาสติกเพื่อรองน้ำไม่ให้ซึม


4.ปลูกพื้ชผัก ผลไม้ตามต้องการ


เครดิต...ขอบคุณรูปที้งหมดเป็นอย่างสูง